วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564

9.รูปแบบการประเมินหลักสูตร

 ประเภทของรูปแบบการประเมินหลักสูตร

รูปแบบการประเมินหลักสูตรร่วมสมัยหมายถึงกรอบแนวคิดการประเมินโครงการซึ่งนักวิชาการด้านการประเมินได้พัฒนาขึ้นจนเป็นที่ยอมรับและได้รับการนามาใช้ในการประเมินหลักสูตร โดยนักวิชาการในประเทศไทยและในต่างประเทศตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันสามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้3กลุ่มดังนี้(ศิริชัยกาญจนวาสี.2555:ออนไลน์)

            กลุ่มที่1รูปแบบการประเมินที่เน้นจุดมุ่งหมายเป็นหลัก(Goal Attainment–Based Model) เน้นการนำเป้าประสงค์และวัตถุประสงค์ของหลักสูตรมาเป็นประเด็นการประเมินรูปแบบการประเมินในกลุ่มนี้เช่นรูปแบบการประเมินของTyler,HammondและCronbachเป็นต้น

            กลุ่มที่2รูปแบบการประเมินที่เน้นเกณฑ์เป็นหลัก(Criterion-Based Model) มีทั้งรูปแบบที่ใช้เกณฑ์ภายในเป็นหลักได้แก่การประเมินกระบวนการต่างๆที่ช่วยในการดาเนินการใช้หลักสูตรให้บรรลุเปูาประสงค์และวัตถุประสงค์และรูปแบบที่ใช้เกณฑ์ภายนอกเป็นหลักรูปแบบการประเมินในกลุ่มนี้เช่นรูปแบบการประเมินของScrivenและStakeเป็นต้น

            กลุ่มที่3รูปแบบการประเมินที่เน้นการตัดสินใจเป็นหลัก(Decision-Based Model)เป็นรูปแบบการประเมินที่เน้นการตรวจสอบเปรียบเทียบข้อมูลที่เกิดจากการ ดำเนินงานหรือการปฏิบัติจริงของการใช้หลักสูตรกับเกณฑ์มาตรฐานที่กาหนดไว้ก่อนรูปแบบการประเมินในกลุ่มนี้เช่นรูปแบบการประเมินของStufflebeamและProvusเป็นต้น

                                   

รูปแบบการประเมินหลักสูตรโดยใช้วิธีการวิเคราะห์แบบPuissance

รูปแบบการใช้เทคนิควิเคราะห์แบบปุยแซงค์ (อังกฤษPuissance Analysis Technique) เป็นการประเมินหลักสูตรที่ใช้สำหรับหลักสูตรที่มีการจัดทำขึ้นใหม่โดยเน้นวิเคราะห์องค์ประกอบหลักสูตร ประการคือ จุดมุ่งหมาย กระบวนการเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้ การวิเคราะห์คุณภาพของหลักสูตรตามเทคนิกการวิเคราะห์ของปุยแซงค์นั้นจะนำองค์ประกอบย่อยในส่วนต่างๆมาคำนวณในตารางวิเคราะห์ปุยแซงค์ แล้วคำนวณค่า Puissance Measurement (P.M.) ขึ้นมา ซึ่งเมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่าค่า P.M. มีค่าเท่ากับ 10 ขึ้นไป หลักสูตรนั้นจะถือได้ว่าเป็นหลักสูตรที่มีคุณภาพ


รูปแบบการประเมินหลักสูตรของRalph W . Tyler




รูปแบบการประเมินของTyler

            Tyler ได้ระบุว่าการประเมินหลักสูตรเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาหลักสูตร มีสาระสำคัญประการ คือ 1) การประเมินพฤติกรรมที่แสดงออกของผู้เรียน และ 2) การใช้วิธีการที่หลากหลายประเมินหลายๆ ครั้ง เนื่องจากพฤติกรรมของผู้เรียนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาในระหว่างการเรียนรู้ ดังนั้นการประเมินจึงไม่ใช่เพียงแค่การทดสอบผู้ เรียนเมื่อเสร็จสิ้นการจัดการเรียนรู้เท่านั้นแต่จะต้องประเมินอย่างต่อเนื่องในระหว่างการจัดการเรียนรู้นอกจากนี้หลักสำคัญของการประเมินหลักสูตรนั้นจะต้องรวบรวมหลักฐาน (evidence) ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ มีความถูกต้องซึ่งจำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสม การประเมินโดยให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบ (paper pencil test) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมินเท่านั้น นอกจากนี้ Tyler ยังระบุว่าพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนสามารถสังเคราะห์ได้ กลุ่ม ได้แก่ การรู้คิด ทักษะการปฏิบัติ และเจตคติ การประเมินหลักสูตรของ Tyler มุ่งเน้นการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างเปูาประสงค์และวัตถุประสงค์ของหลักสูตรกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังแผนภาพต่อไปนี้

 กระบวนการประเมินหลักสูตรของ Tyler มี7ขั้นตอนดังนี้ (Tyler.1949)

            1.วิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้เชิงพฤติกรรมที่กำหนดไว้ซึ่งประกอบด้วย สาระสำคัญของการเรียนรู้และพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน

            2.ระบุสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความรู้ความสามารถของตนเองที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้

            3.คัดเลือกวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรง(validity)ความเชื่อมั่น(reliability)และความเป็นปรนัย(objectivity)

            4.เก็บรวบรวมข้อมูลที่นำไปสู่การประเมินตามจุดประสงค์การเรียนรู้โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย

            5.เปรียบเทียบข้อมูลที่เก็บรวบรวมกับเกณฑ์หรือมาตรฐานการประเมินรวมทั้งลงสรุปผลการประเมิน

            6.วิเคราะห์ผลการประเมินเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขหลักสูตร

            7.นำผลการประเมินไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องเมื่อสรุปผลการประเมินแล้วจะต้องนำผลการประเมินที่ได้ไปใช้สำหรับการปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นต่อไปแสดงได้ดังแผนภาพต่อไปนี้


รูปแบบการประเมินหลักสูตรของRobert L . Hammomd

 รูปแบบการประเมินหลักสูตรของแฮมมอนด์ (อังกฤษ: Hammond’s Model) ได้รับการคิดค้นขึ้นโดยโรเบิร์ด แอล. แฮมมอนด์ โดยรูปแบบการประเมินหลักสูตรนี้เป็นรูปแบบที่เน้นพิจารณาเป้าหมายเป็นหลักการประเมินในรูปแบบนี้จะใช้สิ่งที่เรียกว่าลูกบาศก์ มิติในการประเมิน ซึ่งประกอบไปด้วยมิติด้านการเรียนการสอน มิติด้านสถาบันและมิติด้านพฤติกรรม โดยนิยมใช้รูปแบบนี้ประเมินในช่วงที่กำลังใช้หลักสูตรอยู่ เพื่อหาทิศทางการพัฒนาและกำหนดทิศทางในอนาคต

1.มิติด้านการสอน ประกอบด้วยตัวแปรสำคัญ 5 ตัวแปร
   1.1 การจัดชั้นเรียนและตารางสอน
   1.2 เนื้อหาวิชาที่จะนำมาจัดการเรียนการสอน
   1.3 วิธีการ หลักการเรียนรู้การออกแบบพฤติกรรมการเรียน
   1.4 สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น สถานที่ อุปกรณ์ เครื่องมือ และห้องปฏิบัติการ        

    1.5 งบประมาณหรือเงินที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน

2.มิติด้านสถาบัน ประกอบด้วยตัวแปรสำคัญ 6 ตัวแปร
   2.1 นักเรียน องค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึงได้แก่ อายุ เพศ ระดับชั้นที่กำลังศึกษา
   2.2 ครู องค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึงได้แก่ อายุ เพศ วุฒิสูงสุดทางการศึกษา ประสบการณ์การสอน
   2.3 ผู้บริหาร องค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึงได้แก่ อายุ เพศ วุฒิสูงสุดทางการศึกษา ประสบการณ์ทางการศึกษา การฝึกอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้หลักสูตร 
   2.4 ผู้เชี่ยวชาญ องค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึงได้แก่ อายุ เพศ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน            2.5 ครอบครัว องค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึงได้แก่ สถานภาพ ขนาดครอบครัว รายได้
   2.6 ชุมชน องค์ประกอบที่ต้องคำนึงถึงได้แก่ สถานภาพชุมชน จำนวนประชากร ความเชื่อ
3.มิติด้านพฤติกรรม มีองค์ประกอบของพฤติกรรม 3 ด้าน คือ พฤติกรรมด้านความรู้ พฤติกรรมด้านทักษะ พฤติกรรมด้านเจตคติ 
แนวคิดการประเมินหลักสูตรของแฮมมอนด์ เริ่มด้วยการประเมินหลักสูตรที่เริ่มดำเนินการในปัจจุบันแล้วจึงกำหนดทิศทางและกระบวนของการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร มีดังนี้
1.กำหนดสิ่งที่ต้องการประเมิน  ควรจะเริ่มต้นที่วิชาใดวิชาหนึ่งในหลักสูตร
2.กำหนดตัวแปรในมิติการสอนและมิติสภาบันให้ชัดเจน
3.กำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยระบุถึง
  3.1.พฤติกรรมของนักเรียนที่แสดงว่าประสบความสำเร็จตามจุดประสงค์
  3.2.เงื่อนไขของพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
  3.3.เกณฑ์ของพฤติกรรมที่บอกให้รู้ว่านักเรียนประสบความสำเร็จตามจุดประสงค์มากน้อยเท่าใด
  3.4.ประเมินพฤติกรรมที่ระบุไว้ในจุดประสงค์
  3.5.วิเคราะห์ผลภายในองค์ประกอบและความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปพฤติกรรมแท้จริงที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นผลสะท้อนกลับไปสู่วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้และเป็นการตัดสินว่าหลักสูตรนั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด
  3.6.พิจารณาสิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงปรับปรุง



รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของMichael Scriven

รูปแบบการประเมินหลักสูตรที่ไม่ยึดเป้าหมาย (Goal Free Evaluation Model) เป็นรูปแบบการประเมินที่ไม่นำความคิดของผู้ประเมินเป็นตัวกำหนดความคิดในโครงการประเมินผู้ประเมินจะประเมินเหตุการณ์ที่เกิดตามสภาพความเป็นจริง มีความเป็นอิสระในการประเมินและ    ไม่ต้องมีความลำเอียง เช่น รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสคริฟเวน (Michael Scriven)

รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของRobert E. Stake

รูปแบบการประเมินของStake

            Robert E. Stakeได้เสนอบทความการประเมินทางการศึกษาเรื่อง“The Countenance of Educational Evaluation” ตีพิมพ์ในวารสารTeachers Collage Recordโดยระบุว่าการประเมินจึงต้องให้ความสนใจกับปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆที่มีความเชื่อมโยงกัน3ประการได้แก่สิ่งที่มีอยู่ก่อน (antecedent) กระบวนการ ( transaction ) และผลผลิต ( outcomes )ดังนี้

            1.สิ่งที่มีอยู่ก่อนหมายถึงเงื่อนไขที่มีอยู่ก่อนที่จะมีการเรียนการสอนเกิดขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อผลผลิตตามมาเช่นสถานภาพหรือคุณลักษณะของผู้เรียนก่อนเรียนความถนัดคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านมาเกรดเฉลี่ยความสนใจและความตั้งใจนอกจากนี้ยังรวมถึงคุณลักษณะของผู้สอนเช่นประสบการณ์การสอนระดับการศึกษาเป็นต้น

            2.กระบวนการหมายถึงปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนผู้เรียนกับ

ผู้เรียนสิ่งแวดล้อมในห้องเรียนผู้ปกครองกับผู้สอนผู้บริหารกับผู้สอนเป็นต้น

            3.ผลผลิตหมายถึงผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการเรียนการสอนไปแล้วเช่นความรู้ความสามารถของผู้เรียนและทักษะการปฏิบัติเป็นต้นการประเมินของStakeมีข้อมูลที่ใช้สาหรับการประเมิน ประการได้แก่

            1.หลักการและเหตุผลหมายถึงปรัชญาพื้นฐานเดิมรวมทั้งเปูาประสงค์และวัตถุประสงค์ของหลักสูตรซึ่งเป็นสิ่งสาคัญที่ต้องทาการประเมินเนื่องจากหลักการและเหตุผลนี้จะเป็นพื้นฐานในการพิจารณาคัดเลือกและกาหนดสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรเช่นการคัดเลือกเนื้อหาสาระการคัดเลือกผู้สอนการกาหนดแนวการจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลการเรียนรู้เป็นต้น

            2.ข้อมูลที่ใช้ในการบรรยายประกอบด้วย2ส่วนคือ 1)ส่วนที่คาดหวัง(intents)และ  2)สิ่งที่เป็นจริง(observations)ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการบรรยายผู้ประเมินจะต้องเก็บข้อมูลทั้งส่วนที่เป็นสิ่งที่คาดหวังและส่วนที่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยครอบคลุมทั้ง3ด้านคือสิ่งที่มอยู่ก่อนกระบวนการและผลผลิตนอกจากผู้ประเมินจะต้องพิจารณาองค์ประกอบในส่วนที่เป็นการบรรยายดังกล่าวแล้วผู้ประเมินยังต้องพิจารณาความสัมพันธ์และความสอดคล้อง(contingency and congruence)อีกด้วยดังนี้

                        ก.ความสัมพันธ์ในการพิจารณาความสัมพันธ์ผู้ประเมินจะต้องพิจารณาทั้ง3ด้านคือสิ่งที่มีอยู่ก่อนกระบวนการและผลผลิตว่าทั้ง3ด้านนี้มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ซึ่งการพิจารณาความสัมพันธ์ดังกล่าวจะต้องอาศัยหลักเหตุผล

                        ข.ความสอดคล้องในการพิจารณาถึงความสอดคล้องผู้ประเมินจะต้องพิจารณาทั้ง3ด้านเช่นเดียวกันคือสิ่งที่มีอยู่ก่อนกระบวนการและผลผลิตโดยการเปรียบเทียบกันระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงซึ่งการพิจารณาถึงความสอดคล้องนี้ข้อมูลที่ได้รับไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าผลผลิตที่ได้มีความเที่ยงหรือมีความตรงแต่ข้อมูลที่ได้จะชี้ให้เห็นเพียงว่ามีสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่เท่านั้น

            3.ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสิน(judgment)จากภาพประกอบจะพบว่าข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินประกอบด้วย2ส่วนคือส่วนที่เป็นมาตรฐานและการตัดสินในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินผู้ประเมินจะต้องเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งส่วนที่เป็นมาตรฐานและส่วนที่เป็นการตัดสินทั้ง3ด้านได้แก่สิ่งที่มีอยู่ก่อนกระบวนการและผลผลิตส่วนเกณฑ์มาตรฐานที่นำมาใช้ในการเปรียบเทียบมี 2ประเภทคือเกณฑ์มาตรฐานสัมบูรณ์(absolutecriteria)และเกณฑ์มาตรฐานสัมพัทธ์ (relative criteria)


รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของMalcolm Provus




รูปแบบการประเมินของProvus

                      Malcolm Provusได้เสนอแนวคิดการประเมินหลักสูตรไว้โดยมีสาระสาคัญคือการประเมินหลักสูตรมีจุดประสงค์เพื่อตัดสินใจว่าหลักสูตรที่ดำเนินการใช้อยู่นั้นควรจะปรับปรุงหรือดำเนินการต่อหรือยกเลิกการใช้ Provusเรียกว่าวิธีการประเมินความไม่สอดคล้องกัน( discrepancy model)และนิยามการประเมินว่าเป็นกระบวนการที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้ 1) กำหนดมาตรฐานของหลักสูตรได้แก่มาตรฐานด้านการพัฒนาและมาตรฐานด้านเนื้อหา 2) พิจารณาความไม่สอดคล้องระหว่างส่วนต่างๆของหลักสูตรกับมาตรฐานที่กาหนดขึ้นและ  3) ใช้ข้อมูลที่ไม่สอดคล้องสำหรับค้นหาจุดอ่อนของหลักสูตรและนาไปสู่การตัดสินใจ

 

การประเมินหลักสูตรตามรูปแบบของProvusมี5ประเด็นดังนี้

            1.การประเมินคุณภาพของการออกแบบหลักสูตร(program definition)เป็นการประเมินรายละเอียดของหลักสูตรโดยพิจารณาคุณภาพของสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรประกอบด้วย3ส่วนได้แก่ 1) วัตถุประสงค์ของหลักสูตร2)คุณลักษณะของผู้สอนคุณลักษณะของผู้เรียนปริมาณและคุณภาพของโสตทัศนูปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในการใช้หลักสูตรและ3)กิจกรรมของผู้สอนและผู้เรียนที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์การใช้หลักสูตรเช่นการจัดการเรียนการสอนโดยนำทั้งสามส่วนนี้ไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานของการใช้หลักสูตรที่กาหนดไว

            2.การประเมินการเริ่มใช้หลักสูตร(program installation)เป็นการประเมินสภาพที่เป็นจริงระหว่างการใช้หลักสูตรโดยการเปรียบเทียบสภาพที่เป็นจริงระหว่างการใช้หลักสูตรกับมาตรฐานหลักสูตรที่กำหนดไว้ว่ามีความเหมาะสมเพียงใดการประเมินในขั้นตอนนี้ทำให้ทราบความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คาดหมายไว้ในขั้นที่1กับสิ่งที่เป็นจริง

            3. การประเมินกระบวนการ (program process) เป็นการประเมินเกี่ยวกับการบรรลุวัตถุประสงค์ย่อยๆ ที่จะนำไปสู่การบรรลุเปูาประสงค์และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร โดยนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานการประเมิน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการกับผลผลิตที่จะเกิดขึ้นตามที่กำหนดไว้เพื่อนำผลการประเมินไปปรับปรุงการดำเนินการใช้หลักสูตรต่อไป

            4. การประเมินผลผลิตของหลักสูตร (program product) เป็นการประเมินคุณภาพของผู้เรียนขั้นสุดท้ายที่เกิดขึ้นจากการใช้หลักสูตร มุ่งตอบคำถามว่าหลักสูตรได้บรรลุเป้าประสงค์และวัตถุประสงค์หลักหรือไม่ เพียงใด โดยนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานการประเมิน คือ ผลผลิตของหลักสูตรตามที่กำหนดไว้ในเปูาประสงค์และวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ส่วนมากคือ คุณภาพของผู้เรียน

            5. การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายและผลตอบแทน (cost – benefit analysis) เป็นการประเมินเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการใช้หลักสูตร ว่าได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนมากน้อยเพียงใด การประเมินขั้นนี้จะกระทำหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ของคณะกรรมการประเมินหลักสูตรจะพิจารณา



รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของDaniel L. Stufflebeam

รูปแบบของการประเมินหลักสูตรของสตัฟเฟิลบีม (Stufflebeam)

         แดเนียลแอลสตัฟเฟิลบีม (Daniel L. Stufflebeam) ได้อธิบายความหมายของการประเมินผลทางการศึกษาเอาไว้ว่าเป็นกระบวนการการบรรยายการหาข้อมูล และการให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจหาทางเลือก ฉะนั้นรูปแบบการประเมินผลหลักสูตรตามแนวคิดขอลสตัฟเฟิลบีมจึงเป็นรูปแบบเหมาะสมแก่การช่วยตัดสินใจเพื่อหาทางเลือกที่ดีที่สุด
         ตามปกติสถานการณ์ในการตัดสินใจ  (Decision Settingt) โดยทั่วไปจะประกอบด้วยมิติที่สำคัญ 2  ประการ  คือ
         1. มิติด้านข้อมูลที่มีอยู่  (Information  Grasp)  คือถ้าเราจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เราจำเป็นต้องคำนึงว่าเรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่มากน้อยเพียงใด
         2. มิติด้านปริมาณความเปลี่ยนแปลงที่ต้องการให้เกิดขึ้น (Degree of Cange)  คือความหมายว่าถ้าเราจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่างหนึ่ง  เราต้องคำนึงว่าเมื่อทำไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงจากเดิมมากน้อยสักแค่ไหน

         จากรูปแบบการประเมินผลหลักสูตรตามแนวคิดของสตัฟเฟิลบีมแสดงให้เห็นว่า
         1. สถานการณ์ตัดสินใจที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แต่ทว่าข้อมูลที่จะช่วยให้การตัดสินใจนั้นมีอยู่มากสถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Homeostatic
         2. สถานการณ์ตัดสินใจที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจก็มีอยู่น้อย สถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Incremental
         3. สถานการณ์ตัดสินใจที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แต่ว่าข้อมูลที่จะช่วยในการตัดสินใจมีอยู่น้อย สถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Neomobilistic
         4. สถานการณ์ตัดสินใจที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจก็มีอยู่มาก สถานการณ์การตัดสินใจอย่างนี้เรียกว่า Metamorphism
และสตัฟเฟิลบีมได้ให้แนวคิดไว้ว่า  การประเมินผลหลักสูตรนั้นมีสิ่งสำคัญที่เราต้องประเมินอยู่  4  ด้าน  คือ
         1.  การประเมินสภาพแวดล้อม  (Context  Evaluation) เป็นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้หลักการและเหตุผลมากำหนดจุดมุ่งหมาย  การประเมินสภาพแวดล้อมจะช่วยให้ผู้พัฒนาหลักสูตรรู้ว่า  สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษามีอะไรบ้าง สภาพการณ์ที่คาดหวังและสภาพที่แท้จริงในสภาพแวดล้อมดังกล่าวเป็นอย่างไร  มีความต้องการ  หรือปัญหาอะไรบ้างที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองหรือแก้ไข  มีโอกาสและสรรพกำลังที่จำเป็นอะไรบ้างที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในการจัดการศึกษา  และสืบเนื่อง  มาจากปัญหาอะไรบ้าง ฯลฯ ในการประเมินสภาพแวดล้อมนี้ ผู้ประเมินอาจใช้วิธีดังต่อไปนี้
                 1.1 การวิเคราะห์ความคิดรวบยอด (Conceptual Analysis)
                  1.2 การทำวิจัยด้วยการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์จริง ๆ (Empirical Studies)
                  1.3 การอาศัยทฤษฎีและความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ การประเมินสภาพแวดล้อมนี้จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจด้านการวางแผนหรือกำหนดจุดมุ่งหมาย (Planning Decision)
         2.  ประเมินตัวป้อน (Inputs Evaluation) เป็นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลมาช่วยตัดสินใจว่า จะใช้ทรัพยากรหรือสรรพกำลังต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อให้บรรลุผลตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรได้อย่างไร จะขอความช่วยเหลือด้านทรัพยากรและสรรพกำลังจากแหล่งภายนอกดีหรือไม่ จะใช้วิธีจัดการเรียนการสอนแบบใดดีจึงจะประเมินด้วยตัวป้อนอาจจะทำได้โดย
                  2.1 จัดทำในรูปแบบของคณะกรรมการ
                 2.2 อาศัยผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่มีผู้ทำเอาไว้แล้ว
                  2.3 ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญมาให้การปรึกษา
                  2.4 ทำการวิจัยเชิงทดลองเป็นการนำร่อง
  3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อสืบค้นจุดอ่อนของรูปแบบการดำเนินตามที่คาดหวังเอาไว้ หรือจุดอ่อนของการดำเนินงานในขั้นทดลองการใช้หลักสูตร เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกวิธีการต่อไป ฉะนั้นต้องมีการจดบันทึกผลการประเมินกระบวนการนั้นจำเป็นต้องอาศัยวิธีการหลายๆ อย่างต่าง ๆ กัน เช่น
                  3.1 การสังเกตแบบมีส่วนรวมปฏิบัติ
                  3.2 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์
                  3.3 การสัมภาษณ์
                  3.4 การใช้แบบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า
                  3.5 การเขียนรายงานประเภทปลายเปิด
 4.  การประเมินผลผลิต (Products Evaluation) มีจุดมุ่งหมายจะตรวจสอบว่า ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนนั้นเป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้มากเพียงใด อาจทำได้โดยการเปรียบเทียบกับเกณฑ์สัมพันธ์กับหลักสูตรอื่นที่มีอยู่ก็ได้เนื่องจากสตัฟเฟิลบีมให้แนวคิดว่าในการประเมินผลหลักสูตรนั้นมีสิ่งที่จะต้องประเมินอยู่อย่าง  คือ  Context,  Input,  Process  และ Products  รูปแบบการประเมินผลของเขาจึงเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปว่าเป็น  CIPP  Model



รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของDoris L. Gow

รูปแบบการประเมินหลักสูตรของโกว์ (Doris L. Gow)

          ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการวิเคราะห์องค์ประกอบภายใน โดยเสนอกระบวนการประเมินหลักสูตรเป็น 2 ขั้นตอน คือ

ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์หลักสูตร โดยพิจารณาองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ
1. โอกาสการเรียนรู้
2. สิ่งเร้า
3. โครงสร้างของหลักสูตร
4. สภาพการเรียนการสอน

ขั้นที่ 2 การตัดสินคุณภาพของหลักสูตร
นำข้อมูลในขั้นที่ 1 มาพิจารณาเปรียบเทียบกับหลักการทฤษฎีทางการศึกษา และทางจิตวิทยา
จุดเด่น เป็นการตัดสินคุณภาพหลักสูตรโดยใช้หลักการทฤษฎีทางการศึกษาและทางจิตวิทยาเป็นหลัก
ไม่ใช้ความคิดเห็นของผู้วิเคราะห์


ข้อเสนอแนะในการเลือกรูปแบบการการประเมินหลักสูตร

  การประเมินหลักสูตรอาจถือได้ว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการในการพัฒนาหลักสูตรเป็นขั้นตอนที่ชี้ให้เราได้ทราบว่าหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมาเป็นรูปเล่มและนำไปใช้แล้วนั้นประสบความสำเร็จ มากน้อยเพียงใด มีข้อดี ข้อบกพร่องอะไรบ้างที่ต้องแก้ไขปรับปรุง การประเมินเป็นการพิจารณาคุณค่าของหลักสูตรโดยอาศัยวิธีการต่างๆในการประเมินเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริง นำมาวิเคราะห์และสรุป ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในการพัฒนาหลักสูตรในโอกาสต่อไป

              เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่ผู้ประเมินต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริงในจุดมุ่งหมาย สิ่งที่จะประเมิน และวิธีการประเมิน ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติจริง เพราะจุดมุ่งหมายของการประเมินหลักสูตรมีอยู่หลายประการ   สิ่งที่ควรได้รับการประเมินก็ครอบคลุมหลายองค์ประกอบ รวมทั้งรูปแบบการประเมินก็มีอยู่หลายหลาก   ผลจากการประเมินหลักสูตรนั้นย่อมมีคุณประโยชน์ทั้งต่อผู้บริหารและผู้ใช้หลักสูตรตลอดจนประสิทธิภาพของการศึกษาหากการประเมินกระทำอย่างเป็นระบบมีเป้าหมายและมีวิธีการที่ชัดเจนเป็นที่น่าเชื่อถือ เมื่อนำไปปรับปรุงแล้วย่อมให้หลักประกันว่าหลักสูตรมีคุณภาพดี ดังนั้น กระบวนการจัดทำการประเมินหลักสูตรจึงเป็นกระบวนการและขั้นตอนสำคัญที่ต้องกระทำอย่างรอบคอบในการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้อง วิธีการและขั้นตอนในการประเมินจะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจึงทำให้ได้ ผลประเมินที่ถูกต้องเที่ยงตรงเป็นจริง และมีประโยชน์ต่อการพัฒนาหลักสูตรโดยแท้


อ้างอิง  กัญญารัตน์ งามเลิศ.(2562).รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของแฮมมอนด์ , สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564.จาก.https://kanya27.blogspot.com/2019/09/blog-post_3.html

อภิชญา งอยภูธร.(2562).รูปแบบการประเมินหลักสูตรของโดริสโกว์ , สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564.จาก.https://apichayaaa93.blogspot.com/2019/09/doris-t-gow.html

บ้านครูเจนจิรา.(2564).รูปแบบการประเมินหลักสูตร , สืบค้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2564.จาก.https://sites.google.com/a/crru.ac.th/ban-khunkhru-cen-ci-ra/bth-thi-7-kar-pramein-hlaksutr


แบบทดสอบแบบปรนัย

1.ข้อใดคือรูปแบบการประเมินหลักสูตรโดยอิงจุดประสงค์
ก.รูปแบบการประเมินหลักสูตรของไทเลอร์
ข.รูปแบบการประเมินหลักสูตรของครอนบาค
ค.รูปแบบการประเมินหลักสูตรของสเตค
ง.รูปแบบการประเมินหลักสูตรของอัลคิน

2.รูปแบบการประเมินหลักสูตรของอัลคิน ในด้านการประเมินเพื่อรับรองหลักสูตรเปรียบเทียบได้กับด้านใดของรูปแบบการประเมินหลักสูตรของสตัฟเฟิลบีม
ก.สภาวะแวดล้อม ข.ปัจจัยเบื้องต้น
ค.สิ่งที่มีอยู่ก่อน ง.กระบวนการ

3. ในการวางแผนประเมินหลักสูตร ข้อใดมาจากคำว่าประเมินอะไร
ก.การประเมินนี้จะทำเมื่อมีผู้สำเร็จตามหลักสูตร
ข.การประเมินครั้งนี้ใช้ทั้งแบบสังเกตและแบบสัมภาษณ์
ค.การประเมินทำระหว่างกำลังใช้หลักสูตร
ง.ประเมินหลักสูตรว่าบรรลุจุดประสงค์หลักสูตรเพียงใด

4..ข้อใดไม่ใช่รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์
ก. การกำหนดวัตถุประสงค์
ข.การเลือกประสบการณ์การเรียนรู้
ค. การจัดเรียงลำดับประสบการณ์การเรียนรู้
ง. การตรวจสอบวัตถุประสงค์

5. เกณฑ์ในการพิจารณา เลือกประสบการณ์การเรียนรู้ ที่ไทเลอร์ไม่ได้กำหนดไว้ คือ ข้อใด
ก. ครูพึงพอใจในการจัดประสบการณ์
ข. ผู้เรียนพึงพอใจในการจัดประสบการณ์
ค. ผู้เรียนมีโอกาสฝึกและเรียนรู้
ง. ประสบการณ์ทุกด้านเน้น ตอบสนองจุดประสงค์

6.กระบวนการประเมินหลักสูตรของ Doris L. Gow มีกี่ขั้น
 ก. 1 ขั้น
ข. 2 ขั้น
ค. 3 ขั้น
ง. 4 ขั้น

7.กระบวนการการบรรยายการหาข้อมูล และการให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจหาทางเลือก เป็นแนวคิดของนักการศึกษาท่านใด
ก. Taba
ข. Doris L. Gow
ค. Daniel L. Stufflebeam
ง. 4 ขั้น

8.ข้อใด ไม่ใช่ ความสัมพันธ์ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบแนวตั้งและแนวนอนของไทเลอร์
ก. ความต่อเนื่อง 
ข. ประสบการณ์
ค. การจัดช่วงลำดับ 
ง. บูรณาการ

9. ผู้ที่ได้รับแนวคิดของไทเลอร์ และทาบา แล้วนำมาปรับขยายการพัฒนาหลักสูตรให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน คือข้อใด
ก. เซเลอร์ และอเล็กซานเดอร์
 ข. ฟ็อกซ์
ค. กู๊ดแล็ด และ ริชเทอร์ 
ง. ริชเทอร์

10.รูปแบบการประเมินหลักสูตรที่ไม่ยึดเป้าหมาย (Goal Free Evaluation Model) เป็นรูปแบบการประเมินหลักสูตรของนักการศึกษาท่านใด
ก. Taba
ข. Doris L. Gow
ค. Daniel L. Stufflebeam
ง.Michael Scriven






แบบทดสอบแบบอัตนัย

1.รูปแบบการใช้เทคนิควิเคราะห์แบบปุยแซงค์  ในการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักสูตร มีกี่ประการ
ตอบ..............................................................................................................

2..ในปัจจุบันแบ่งรูปแบบการประเมินหลักสูตรเป็นกี่กลุ่ม อะไรบ้าง

ตอบ..............................................................................................................


3.ในขั้นที่ 1 การวิเคราะห์หลักสูตรของ โดยพิจารณาองค์ประกอบ 4 ด้านของDoris T. Gow ได้แก่อะไรบ้าง
ตอบ..............................................................................................................

4. "กระบวนการการบรรยายการหาข้อมูล และการให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจหาทางเลือก" เป็นแนวคิดของนักการศึกษาท่านใด
ตอบ..............................................................................................................

5. "การประเมินหลักสูตรมีจุดประสงค์เพื่อตัดสินใจว่าหลักสูตรที่ดำเนินการใช้อยู่นั้นควรจะปรับปรุงหรือดำเนินการต่อหรือยกเลิกการใช้ " เป็นแนวคิดของนักการศึกษาท่านใด
ตอบ..............................................................................................................



แนวคำตอบ

1) ตอบ จุดมุ่งหมาย กระบวนการเรียนรู้และการประเมินผลการเรียนรู้

2) ตอบ กลุ่มที่1รูปแบบการประเมินที่เน้นจุดมุ่งหมายเป็นหลัก

               กลุ่มที่2รูปแบบการประเมินที่เน้นเกณฑ์เป็นหลัก

               กลุ่มที่3รูปแบบการประเมินที่เน้นการตัดสินใจเป็นหลัก


3) ตอบ 1. โอกาสการเรียนรู้
2. สิ่งเร้า 
3. โครงสร้างของหลักสูตร
4. สภาพการเรียนการสอน

4) ตอบ  Daniel L. Stufflebeam

5) ตอบ  Malcolm Provus

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น